“The Origin of Fate”

“The Origin of Fate”

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

by Master Acharavadee Wongsakon

(Please find Thai version below)

This is a story of Buddha’s old karma which is very tragic.

Before becoming Gautama Buddha in very long future, he was once a very handsome and skillful goldsmith. So, a millionaire was afraid that his daughter, Kanjanawadee, who was getting married, would fall in love with this handsome man instead if she saw him. The millionaire tried every single way to prevent her from seeing this man. However, before getting married, she saw him and felt enchanted. Therefore, she tried to find a chance to meet him but never succeeded till she got married.

Later, this man had a chance to see this married lady and fell in love with her as well. He wanted to make love with her. So, he trickily gave gold ornament to the viceroy in order that the viceroy would help him find a way to meet Kanjanawadee. With help from the viceroy, the man disguised himself as a lady and claimed to be the viceroy’s sister in order to enter Kanjanawadee’s room easily. The viceroy also ordered the millionaire not to let her husband and anyone go into that room. Once they met each other, they had become blind from their obsessive love. He made love with her for 3 months before the viceroy came back to pick him up. No other people knew about their secret love affair.

Breaking the third precept by deliberately committing adultery through well planning caused grave karma. After the man died, he was born in the low states of existence: hell, realm of hungry ghosts, realm of demons and realm of beasts for 14 kalpa, a relative long period of time. Still, there was karma left, driving him to be born as a cow, a donkey, a deaf-blind person, a ladyboy, and a woman, each of which for 500 lifetimes. Even born as a woman, retribution came after him, either being a prostitute or being raped. It took him a very long, long time to be reborn as a good woman and be freed from such karma. Once the karma ended, the man was born to be a human in the era of Dipankara Buddha. He was a hermit namely Sumedha. Dipankara Buddha predicted that in very long future Sumedha Hermit would be an enlightened Buddha called Shakyamuni, the Buddha in this era.

Even the Buddha had the past life that extended his cycle of rebirth and he had repaid his karma for 14 kalpa, he had to face an unspeakable suffering due to the lack of restraint and making friend with evil one. Together they committed bad karma to serve their desire, so the fruit of the karma was savage unimaginably. Instead of shorten the cycle of rebirth, but making mistake on precept had increased many lifetimes for them to repay for this karma cruelly.

In the society that technologies are so advance, people’s mind have been weakened with no restraint from making sin. Many people live on violation of precepts without being afraid, and some violate every single precept. Do not think that living in most advanced life where everything can be connected in an instant can make karma disappear. All things occur by causes. Don’t you see differences in human and animals? Some are born happily while some are born to face unimaginable suffering. Though when they first born, they had done nothing but because of karma fruit, they reap what they sow.

The five precepts are the thing determining everyone’s fate.

Life does not end with death.

What dies in each life is just the body. But the mind does not die. It is still trapped in the cycle of retribution.

So, reset yourself. Do not think about moving forward only but fail to correct yourself by not breaking the precepts.

Because it is ourselves who must reap whatever we sow.

Do not live to commit sin.

But do live to free yourself from karma.

 

Master Acharavadee Wongsakon

Source: The teaching “The Origin of Fate”, 19 March 2017

 

Quote for the picture

Life does not end with death.

What dies in each life is just the body. But the mind does not die. It is still trapped in the cycle of retribution.

So, reset yourself. Do not think about moving forward only but fail to correct yourself by not breaking the precepts.

Because it is ourselves who must reap whatever we sow.

Do not live to commit sin.

But do live to free yourself from karma.

 

Translators: Pimchanok Thanitsond, Chortip Oveerawong

 

“ที่มาของชะตาชีวิต”

กรรมเก่าของพระพุทธเจ้าเรื่องนี้ สะเทือนแผ่นดินใจยิ่งนัก

โดยในสมัยนั้นพระองค์เกิดเป็นบุตรช่างทองที่มีรูปงามมาก และมีฝีมือทำเครื่องทองยอดเยี่ยม เศรษฐีเห็นว่ามานพรูปงาม ก็เกรงว่าธิดาของตนจะไปตกหลุมรักเพราะนางกำลังจะแต่งงาน เศรษฐีป้องกันไม่ให้ธิดาเห็นหน้ามานพนี้ แต่ก่อนหน้าจะเข้าพิธีนางกาญจนาวดี ธิดาเศรษฐีได้เคยลอบมองหน้ามานพนี้แล้ว ก็เกิดความหลงใหลและพยายามจะนัดพบกับมานพ แต่ก็คลาดแคล้วไม่ได้พบกัน จนกระทั่งนางแต่งงานไป

ต่อมามานพนี้ได้เห็นหน้าของนางเข้า ก็หลงรัก และคิดจะร่วมอภิรมย์กับหญิงผู้มีสามีนี้ จึงทำอุบายเอาเครื่องทองอย่างดีไปถวายมหาอุปราชเพื่อให้พอพระทัย จากนั้นพระมหาอุปราชก็เลยตกรางวัลให้เป็นการร่วมสมคบกัน วางแผนให้มานพนี้ปลอมตัวเป็นผู้หญิง และอ้างว่าหญิงปลอมนี้เป็นน้องหญิงของพระองค์ เพื่อให้เข้าไปเรือนชั้นในของนางกาญจนาวดีได้ มหาอุปราชาใช้อำนาจสั่งเศรษฐีห้ามให้สามีนางและคนอื่นๆ เข้าไปในห้องเด็ดขาด เมื่อทั้งสองได้เจอกัน ความหน้ามืดตามัวก็ครอบงำ มานพนี้ได้เสพกามกับนางตลอด 3 เดือนโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จากนั้นมหาอุปราชก็มารับมานพนี้ออกไป

ด้วยบาปกรรมการผิดศีลข้อ 3 กาเมฯ โดยเจตนา มีการวางแผนเป็นขั้นตอน จนก่อเกิดเป็นอกุศลกรรมหนัก เป็นเหตุให้มานพนี้ตายแล้วต้องไปสู่อบายภูมิทั้ง 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน นานถึง 14 กัป และยังมีเศษกรรมตกค้าง ต้องไปเกิดเป็นโค เป็นลา เป็นคนพิการหูหนวกตาบอดแต่กำเนิด เป็นกะเทย เป็นผู้หญิง อย่างละ 500 ชาติ แม้เป็นหญิงแล้วก็ยังต้องรับโทษ เป็นโสเภณีบ้าง ถูกข่มขืนบ้าง ซึ่งกว่าจะได้เกิดเป็นผู้หญิงดีๆ และพ้นกรรมจากก็นานแสนนาน จนเมื่อพ้นกรรม และได้เกิดเป็นมนุษย์ในสมัยพระพุทธเจ้าทีปังกร เขาได้บวชเป็นฤๅษีมีนามว่า “สุเมธดาบส” พระพุทธเจ้าทีปังกรได้ทรงพยากรณ์ว่า พระดาบสจะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในอนาคตจากนี้ไปอีก 4 อสงไขย กับอีกแสนมหากัป มีชื่อว่า “พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า” คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้เอง

แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ทรงมีอดีตชาติที่เพิ่มวงจรแห่งการเกิด ให้ต้องมาชดใช้กรรมถึง 14 กัป ต้องพบกับทุกขเวทนาอันสาหัส เพราะการไม่ยับยั้งชั่งใจและคบมิตรชั่ว ร่วมทำกรรมเพื่อสนองความอยาก ผลกรรมจึงหนักหนาสาหัสเกินพรรณนา แทนที่จะได้ย่นย่อภพชาติ แต่พลาดในเรื่องศีล ก็กลับกลายเป็นการเพิ่มภพชาติเพื่อมาชดใช้กรรมอย่างหฤโหด

ในสังคมที่ก้าวล้ำทางเทคโนโลยี ยิ่งทำให้จิตใจผู้คนอ่อนแรงจากการยับยั้งการทำบาป คนมากมายอยู่ด้วยการละเมิดศีลอย่างสิ้นความยำเกรง บางคนทำผิดศีลทุกข้อ อย่าหลงคิดว่าวิถีชีวิตสุดล้ำแห่งยุค ลิ้งก์กันได้เพียงอึดใจเดียวจะทำให้เรื่องของเวรกรรมไม่มีอีกแล้ว ทุกสรรพสิ่งในโลกเกิดจากการสร้างเหตุไว้ทั้งสิ้น เราก็ได้เห็นฐานะทางความต่างของคนและสัตว์ไม่ใช่หรือว่า บางคนนั้นเกิดบนกองสุข แต่บางคนเกิดมาบนกองทุกข์เหลือพรรณนา ทั้งๆ ที่เมื่อแรกเกิดยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เป็นด้วยวิบากกรรมส่งผล เขาจึงมีแดนชะตาชีวิตเช่นนี้

ศีลห้า คือเครื่องกำหนดพื้นชะตาชีวิตของทุกคน

ชีวิต ไม่ได้จบที่ความตาย

ที่ตายลงแต่ละภพคือกาย แต่จิตไม่ตายต้องวนใช้กรรมต่อไป

ตั้งหลักใหม่เถิด อย่าคิดแต่ก้าวไปข้างหน้า

โดยไม่แก้ไขเรื่องการผิดศีล

เพราะตัวเราเอง คือผู้ที่ต้องรับผลในทุกสิ่งที่ทำลงไป

อย่ามีชีวิตอยู่เพื่อก่อกรรม

แต่จงอยู่ เพื่อเดินสู่การพ้นกรรม

 

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ที่มา: คัดคำสอนจาก “ที่มาของชะตาชีวิต” 19 มีนาคม 2560

 

คำโควตบนภาพ

ชีวิต ไม่ได้จบที่ความตาย

ที่ตายลงแต่ละภพคือกาย แต่จิตไม่ตายต้องวนใช้กรรมต่อไป

ตั้งหลักใหม่เถิด อย่าคิดแต่ก้าวไปข้างหน้า

โดยไม่แก้ไขเรื่องการผิดศีล

เพราะตัวเราเอง คือผู้ที่ต้องรับผลในทุกสิ่งที่ทำลงไป

อย่ามีชีวิตอยู่เพื่อก่อกรรม

แต่จงอยู่ เพื่อเดินสู่การพ้นกรรม

 

 

Leave a Reply

The Buddhist News

FREE
VIEW