“Karma/Actions that make one dignified and graceful.”

“Karma/Actions that make one dignified and graceful.”

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Master Acharavadee Wongsakon

Our physical condition is the result of our past acts, mixing and cooking to form our shapes and figures.

The word ‘graceful or dignified’ is the result of tremendous sacrifice the person made in the past. The more serious the sacrifice was, the more graceful the person has become.

Being graceful is different from being beautiful. There are plenty of people who are beautiful or handsome, but are not graceful and dignified. A person is beautiful or handsome because in the past the person did not hurt others; that is he/she keeps precepts and morals. Regardless of religion of a person; Buddhist or not, if the person does not harm others in his/her past doings, he/she will acquire beauty.

However, being graceful and dignified is the result of good karma being done through acts of sacrificing. When the mind does not hold on to something and helps the public, once that mind acquired a new status of human being, the result would show by being the one who possesses dignity, popularity and respect among the majority, as to what degree, would depend on the power of the past good deeds one had done. For example, if the work that a person sacrifices for affects just a narrower scope, its results will be less than the work that affects a nation or a religion as a whole.

This gracefulness and dignity are to be sensed or felt in such a way that often there is no explanation of why we feel that way. This is because the mind current of that person oozes out the energy, which we call ‘aura’, and it touches the feelings of the beholders so they feel his/her gracefulness and dignity. Dignity has nothing to do with how tall the person is. Many tall people do not look dignified. Some like actors, actresses, and models, they may look dignified by how they dress and the accessories they put on, but when they take off those clothes and accessories, the dignity is gone. Dignity is not beauty either. Many beautiful/handsome people do not have grace. Regardless of how high the heels of shoes one wears, grace does not ooze out from him/her whereas grace from one’s past good deeds will shine out to touch others’ feelings, regardless of clothes, accessories or ranking medal one may wear. This is the true grace and dignity formed by actual sacrifice.

Many millions and millions of years of sacrificing of the Lord Buddha causes him to have a body of the greatest, most completed and most admired character. This completeness indicates his grand virtues of Buddha. His body was radiant and glowing so much that even Miss Suchada, who offered him her rice milk, had thought he was an angel, not a human.

The Karma or actions that cause one’s form and figure do not only come from DNA of one’s parents. That DNA trace is the physical part, but the mind part, which accumulates good deeds, is an important factor affecting human being’s figure, wisdom and status differently. When one lives this life with morals, one’s life will be better. One is considered not to ‘come darkness and leave darkness’ or ‘come bright but leave darkness’, but is considered ‘come bright and leave bright’ or ‘come darkness but leave bright’. And, if the person is firm in sacrificing for the public, the brightness will shine even more, and he/she will be more and more graceful and dignified.

One will reach the ultimate Dhamma goal with sacrificing. If one spends one’s life for one’s own happiness and holds on to one’s belongings to serve only own happiness and own family without sharing or supporting the public, one will not acquire virtue and grandeur. The success in the high level of Dhamma will be far because the high level of Dhamma is sacrifice.

All things are not for us to hold on to what Buddha has taught.

 

Master Acharavadee Wongsakon

Source: Selected from Master’s Teaching “Karma/Actions that make one dignified and graceful.” Techo Blog 29 September 2016

Translated by Kanokros Phalakornkul

 

“กรรมที่ทำให้งามสง่า”

กายสังขารเป็นผลมาจากกรรมที่เป็นเครื่องปรุงแต่งให้เรามีรูป คำว่า “รูปงาม หรือสง่างาม” เป็นผลมาจากการที่บุคคลนั้นเคยเสียสละอย่างยิ่งมาก่อน ยิ่งสง่างามมากเท่าไหร่ ก็สละยิ่งมามากเท่านั้น

ความสง่างามกับความมีรูปงามนั้นต่างกัน คนมีรูปงามแต่ไม่สง่านั้นมีมากมาย การที่คนมีรูปงามก็เพราะเป็นผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือเป็นผู้มีศีลธรรมจรรยา ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธหรือต่างศาสนา หากบุพกรรมเดิมเขาไม่เบียดเบียนผู้ใดก็ทำให้เขามีรูปงามได้

แต่ความสง่างามเป็นการส่งผลของกรรมดีที่เกิดจากการเสียสละ เมื่อจิตสละซึ่งความหวงแหน และทำคุณเพื่อส่วนรวม เมื่อมาได้อัตภาพความเป็นมนุษย์ใหม่ ทำให้มีความงามสง่าเป็นที่นิยมและเคารพต่อบุคคลหมู่มาก ซึ่งจะมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังบุญที่ได้ประกอบเช่นกัน บางคนมีจิตเสียสละแต่งานที่เขาทำสละทุ่มเทให้นั้นไม่เป็นเนื้อนาบุญอย่างยิ่ง ผลที่ได้ก็น้อยกว่าการเสียสละที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อประเทศชาติหรือพระศาสนา

ความสง่านี้เป็นสิ่งที่บุคคลจะสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ในแบบที่ไม่อาจตีลงไปว่า ทำไมจึงรู้สึกว่าบุคคลนั้นมีความสง่า นั่นก็เพราะกระแสจิตของเขาเปล่งรัศมีหรือที่เรียกว่า ออร่าออกมาจนไปกระทบความรู้สึกผู้พบเห็น จึงรู้สึกถึงความสง่าและบารมีที่อยู่ในตัว ความสง่าไม่ได้หมายถึงส่วนสูง คนมากมายที่มีรูปร่างสูงโปร่งแต่ไม่สง่า คนบางคนดูสง่าได้ก็เพราะปรุงแต่งกายให้ดูเป็นเช่นนั้นเช่น ดารา นายแบบ นางแบบ แต่พอถอดเครื่องปรุงแต่งออก ความสง่าที่แท้จริงก็หายไป ความสง่าไม่ได้หมายถึงคนสวยคนหล่อ คนหน้าตาดีมากมายที่ไม่มีความสง่า ไม่ว่าจะใส่รองเท้าให้สูงเพียงใด ก็หาได้มีกระแสความสง่าออกมาจากตัวไม่ แต่ความสง่าที่เกิดจากบุพกรรมดีนี้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะสวมใส่อาภรณ์แบบใด มียศมีเหรียญตรา หรือเพียงเสื้อผ้าธรรมดา แต่รัศมีแห่งความงามสง่าก็จะฉาดฉายมาจนรู้สึกได้ นี่คือความสง่าที่เกิดจากกุศลกรรมที่ทำมาอย่างแท้จริง

ความเสียสละมานับอสงไขยของพระบรมศาสดา ทำให้พระวรกายของพระองค์เป็นมหาปุริสลักษณะที่สมบูรณ์แบบและเพียบพร้อมที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในบารมีในแบบของผู้ที่จะสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระวรกายที่เปล่งปลั่ง สง่างามขนาดนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสให้พระองค์ยังนึกว่า ทรงเป็นเทวดา

กรรมที่มาประกอบเป็นรูปร่างของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหาใช่แค่มาจากดีเอ็นเอที่สืบพันธุกรรมจากพ่อแม่เท่านั้น นั่นเป็นส่วนทางกายภาพ แต่ในส่วนของจิตวิญญาณที่สะสมกรรมดีไว้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ มีรูป มีปัญญา มีฐานะต่างกันออกไป ต่อเมื่อในภพนี้ใช้ชีวิตอย่างมีศีลธรรม เขาก็จะยิ่งมีชีวิตที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่เป็นผู้มามืดไปมืด หรือ มาสว่างไปมืด แต่เป็นผู้มามืดไปสว่าง และมาสว่างไปสว่าง และหากมีความเสียสละต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว ก็จะยิ่งส่องสว่าง และทำให้เป็นผู้งามสง่าและเพิ่มพูนบารมียิ่งๆ ขึ้นไป

บุคคลจะบรรลุธรรมได้ก็ด้วยรู้จักการเสียสละหากได้แต่ใช้ชีวิตเพื่อแสวงหาความสุขส่วนตนเป็นที่ตั้งกอดรัดทรัพย์สมบัติไว้ด้วยความหวงแหน คอยแต่จะปรนเปรอสุขเฉพาะแก่ตนและคนในครอบครัว ไม่รู้จักแบ่งปันเพื่อเกื้อกูลส่วนรวม ย่อมไม่เกิดเป็นบารมีแต่อย่างใด และความสำเร็จในธรรมขั้นสูงย่อมไกลห่าง เพราะธรรมขั้นสูง คือธรรมของการสละคืน

สิ่งทั้งปวง ไม่พึงยึดมั่นถือมั่น พระบรมศาสดาทรงสอนไว้

 

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ที่มา: คัดจากคำสอน “กรรมที่ทำให้งามสง่า” Techo Blog 29 กันยายน 2559

Leave a Reply

The Buddhist News

FREE
VIEW