“The path to liberation”

“The path to liberation”

en flag
da flag
nl flag
zh flag
fi flag
fr flag
de flag


By Master Acharavadee Wongsakon
(Please see Thai below)
The unique oneness of body and mind

Life is the unity of the physical and the spiritual entities; however, the mind is also a formless continuum that is a separate entity from the body. When the body disintegrates at death, the mind does not cease. Our spirit will still remain and seek out to a new body and new life by the resultant karma (cause and effect) of one’s past actions. This ‘Karma code’ will determine where they will be born as a result of the past and the accumulation of positive and negative actions.

Vipassana meditation: The path to liberation
I find that Techovipassana Meditation is the true shortcut and direct way to the path of liberation. By sitting attentively, Techovipassana Meditation uses the fire-element within our body to directly burn mental formation conditioned by former deeds deeply seated in our mind. This trains our mind to confront with mental impurities and targets to destroy suffering and to finally reach the ultimate truth. Some Buddhists like to pray just to get away from mental training. 

Praying sessions only calm the mind towards concentration development (Samatha meditation). However, this only temporarily suppresses the defilements through tranquility power of Jhāna without true wisdom or clear comprehension (paññā) to end sufferings. During meditation those who have done many despicable acts will physically suffer more. 

To avoid these harsh sensations is like to try to evade the inevitable (Karmic retribution). Those who avoid unpleasant sensations from vipassana meditation won’t be able to succeed.

“จิตที่ทำให้มาเกิด”
อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

“จิตคือกาย กายคือจิต”
คำ ๆ นี้ มักมีผู้ไม่แจ้งในความหมาย ว่าเป็นไปได้อย่างไร

บ่อยครั้งที่มีศิษย์มาถามข้าพเจ้าว่า จิตอยู่ที่ไหน? อยู่ที่หัวใจ ที่กระหม่อม หรือระหว่างคิ้ว
ข้าพเจ้าตอบว่า “อยู่ทุกที่ที่มีความรู้สึก ปลายนิ้วเท้าก็จิต บนกระหม่อมก็เป็นที่ตั้งของจิต ทุกส่วนในร่างกายคือจิตทั้งสิ้น เพราะจิตฝังอาศัยอยู่ในกาย ทุกส่วนในร่างกายก็คือที่ตั้งของจิต ดังนั้น จิตกับกายจึงเป็นส่วนเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด


เมื่อจิต มีอำนาจสั่งกายให้ทำงาน คือให้คิด พูด ทำ ใด ๆ ผลของการกระทำที่ถูกสั่งด้วยจิต จึงไปปรากฏแสดงผลอยู่ในกายด้วย และพอกายเสื่อมสภาพไปจนกระทั่งตายไปในที่สุด จิตต้องถอนออกจากกาย ผลของการกระทำใด ๆ ที่ฝังอยู่ในจิตที่เรียกว่า ฝังอยู่ในจิตส่วนสังขาร ผลนั้นก็กลายเป็นรหัสกรรมที่เป็นเครื่องชี้นำว่า จิตดวงนี้ จะมีทางเดินต่อไปอย่างไร? ไปจุติในภพภูมิไหนด้วยสิ่งที่ฝังแฝงอยู่ในจิตสังขาร เป็นเข็มทิศพาไปจุติในภพภูมิใหม่

การปฏิบัติเตโชวิปัสสนาให้ผลแรงและหลุดพ้นอย่างรวดเร็วเพราะตีตรงมาที่การชำระกองสังขารอย่างไม่อ้อมค้อม พระปฐมวัจนะของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสในวันตรัสรู้ ก็ทรงตรัสว่า “จิตของเรา ปราศจากสังขารการปรุงแต่งแล้ว” 
เมื่อไม่มีสังขารการปรุงแต่งซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกิเลสฝังอยู่ ก็ไม่มีเชื้อใดที่ทำให้มีภพชาติอีก ดังนั้น ด้วยหลักการ ปฏิบัติที่เพ่งดูมาที่กายเพื่อเผากิเลส จึงเป็นการเผาสังขารให้สิ้นไปตามลำดับขั้น จึงทำให้พ้นทุกข์และมุ่งสู่ทางนิพพานอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลปรากฏเกิดแก่ทั้งกับกายและกับจิต คือทั้งกายและจิต จะเบาโปร่งสบาย และจิตเกิดมีความอ่อนโยน ตามมาด้วยจิตสำนึกกตัญญูอย่างที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน นั่นก็เพราะความหยาบกระด้างจากอำนาจกิเลส ถูกเผาไป

ข้าพเจ้าจึงยืนยันว่า การเพ่งดูจิตแล้วเผาประหารกิเลสนี่คือทางทั้งตรงทั้งลัด พระพุทธองค์สอนไว้ในสติปัฏฐานสี่ว่า อาตาปี สัมปชาโณ สติมา คือมีความเพียรเผากิเลส เตโชวิปัสสนานี่เผาจริง ๆ เผาในระดับปรมัตถ์ ในระดับจิตที่มหัศจรรย์เกินบรรยาย เป็นธรรมที่ต้องค้นลงมาที่จิตจริง ๆ จินตนาการไม่ได้เลย

เวลาศิษย์ที่สะสมกรรมมามาก กรรมก็ปรากฏขึ้นทางกายเป็นเวทนาหรือมีความเจ็บปวดที่รุนแรง เช่น ผู้ทำกรรมกับบุพการีมามาก กรรมปรากฏที่กลางกระดูกสันหลัง ที่กรรมฝังอยู่ตรงนี้ก็เพราะ กระดูกสันหลังเป็นแกนชีวิต กรรมชนิดนี้หากยังไม่แก้ไข พอตายไปแล้วดิ่งสถานเดียว ส่วนผู้เพียรภาวนาเผาบาปเผากิเลสมามาก จะไม่มีความเจ็บปวดรุนแรงตามร่างกายเลย จะมีเพียงความเมื่อยล้าตามลักษณะกายสังขารเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงสอนศิษย์เสมอว่า เวลาภาวนาแล้วมีเวทนารุนแรง อย่าท้อถอย ให้รู้ว่า ดีแล้วที่เราได้มีโอกาสแก้ไขตัวเอง และอย่าคิดว่า ที่เวทนารุนแรงเพราะนั่งนานแล้วจึงปวด แต่ทำไมเวลานั่งดูหนังสามชั่วโมงรวดจึงไม่ปวด นั่นก็เพราะเวลาดูหนัง จิตมันปรุง แต่พอปฏิบัติภาวนา จิตดิ่งลงไปดูความจริงที่ฝังในสังขาร จึงได้รู้กรรมที่ปรากฏเป็นเวทนา

นักภาวนาที่พยายามหนีเวทนา จะหาความเจริญก้าวหน้ามิได้เลย เพราะการหนีภาวนา คือการหนีกรรมนั่นเอง กรรม หรือทุกข์ มีไว้ให้เผชิญ แต่ภพชาติ มีไว้ให้หนี ดังนั้น ต้องตั้งหลักให้ดี สู้กันจนหยดสุดท้าย นี่แหละ คือ ธรรมแท้ของคนจริง
ผลสืบเนื่องจากการที่กรรมนั้นฝังไว้ในสังขาร ผลจากการหยั่งรู้ลึกลงไปในชั้นสังขารด้วยการเพ่งดูจิตจริงๆ ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึงที่ไปของชีวิตหลังความตายว่า เป็นอย่างไร เป็นการรู้จากการภาวนาไม่ใช่จากตำรา 

Comments are closed.

%d bloggers like this:
The Buddhist News

FREE
VIEW