“Karmic Law ” ” วงจรกรรม …โดย: พรนภา ฮ้อแสงชัย

“Karmic Law ” ” วงจรกรรม …โดย: พรนภา ฮ้อแสงชัย

The way our characters, habits, social status and wisdom are formed. The way other people have a certain reaction towards us, whether it be love, hatred, humility or insult. All these are the karmic consequences of what we did in the past. If we cast good energy to others, we will get good things in return.On the contrary, if we send out bad energy or do evil things to others, inevitably we shall get the dire consequences. It cannot be otherwise.
For non-believers, before wondering whether the karmic retribution actually exists, we need to look into the nature of our own minds first whether we have a grudge against someone or not. If yes, this is the answer. In case, you used to harbour a grudge against someone and you think you already let go of that resentment. However, when that event comes up to your mind and it’s still sting; you feel like you don’t want to dig it up and talk about it again. That means that you haven’t truly forgiven that person yet, instead you just suppress the hatred in your mind. When the bond of revenge is tied, both the victim and the doer are inevitably bound to meet and repay one another endlessly until the forgiveness can truly be made. According to the Buddha’s teaching “You reap what you sow”Most people take the wrong paths because they set the wrong questions.
For every action force, there is an opposite and equal reaction force like flying boomerang. As the force in the boomerang’s torque does not decrease, during its flight, it’s accumulating more reaction force that will go back to the thrower. Those who do not believe in the law of karma are people who never reflect on themselves but throwing the blame on others.
Like the story of the former owners of a large cow tannery with a hundred million Baht business scale. When they had a chance to take a Vipassana meditation course at Techo Vipassana retreat, their minds dramatically changed and gained a deeper insight into Dhamma step by step. They started to realize that their business is not the right livelihood to do because the purchase order of raw cow leather is in a way like a killing order. As when the slaughterhouse receives a purchase order whether it be for meat or leather, the killing of cows will occur. If nobody wants the meat, the cows will still be killed for their skin first. Then, the meat can be sent to a frozen factory, waiting to be sold later. If the whole world is no longer eating beef, yet there still are purchase orders of cow leather. To obtain the skin, the cows would have to be killed in any way.
It was difficult to leave a successful business, which Khun Wanchai had proudly established and was his source of great income. Even though it took time to make up his mind to leave and he had fought against his own sense of ownership for a long time, in the end, he succeeded. It was a hard-won victory. Together with his victory that arose from the well cultivation of Dhamma came with his attainment of the first stage of enlightenment.If anyone is skeptical about his attainment, the curiosity should not be on how he could attain it, instead it should be on how he could not possibly  attain it when he has given up so much. As the essence of the Buddha’s teaching lies in detachment. When a person can successfully let go of what he has highly cherished and attached, with the mind that lets go, the person’s mind could be detached and undoubtedly ascends to the path of spiritual liberation. 
Wrong question leads to life lost forever. 
On the day, both of them provided food to fellow meditators to pass the merit to all vengeful cow’s souls at their tannery in Bang Pu, it was considered an official factory shutdown. With over 60 fellow meditators, the event was presided by Master Acharavadee. A memorable and joyous situation happened when there were hundreds of thousands of cows’ spirits that had been freed that time. With the detached minds of them, the darkness covering this factory for a long time was dissolved and the area around the factory was turned into bright light.
The world these days has been so much heated up with the fire of desire craving and revenge. May the strength of Hiri, or conscience, and Ottappa, our respect for others be restored to everyone’s mind.


Source: Master’s teaching “Is there really the karmic retribution?” the 9th September, 2014.
Translator: Pathitta Kawinchutipat, Patcharanan Laopimolpan

 “สิ่งใดที่ประกอบขึ้นมาเป็นคุณลักษณะ นิสัย ฐานะ ปัญญา รวมถึงการที่มีบุคคลกระทำต่อตนเช่นไร  ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรัก ความชัง ด้วยความนบนอบหรือด้วยความดูแคลน  ล้วนเป็นผลจากแรงเหวี่ยงที่ตนได้ทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น    เราเหวี่ยงพลังงานที่เป็นกุศลย่อมได้รับสิ่งอันเป็นกุศลตอบ  เหวี่ยงสิ่งที่เป็นอกุศล  ย่อมได้รับผลอันเผ็ดร้อนตอบแทน  จะเป็นอื่นไปไม่ได้”

เมื่อใดที่ข้าพเจ้ามีโอกาสสนทนากับแม่เพียงลำพัง แม่มักเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้นได้ฟังน้ำเสียงก็สัมผัสได้ว่า นี่คือการตัดพ้อต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นเด็ก จนกระทั่งมีครอบครัว พูดถึงคราใด เห็นได้ชัดว่าท่านยังคงคิดน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ข้าพเจ้าจึงปลอบ และเตือนสติในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมอยู่สม่ำเสมอ ให้ท่านเข้าใจ และยอมรับว่า…สิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเรา เพราะเราเคยกระทำไว้ สิ่งนั้นจึงต้องมาสนองเป็นธรรมดา นี่จึงเป็นวงจรแห่งกรรมที่ไม่จบสิ้น อันสอดคล้องกับบทสวดมนต์พิจารณาสังขาร ที่ข้าพเจ้าได้ยินผู้คนสวดอยู่บ่อยๆ เมื่อได้ศึกษาแต่ละท่อน ยิ่งเกิดความเข้าใจ ด้วยพิจารณาเห็นจริงแท้ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนผ่านบทสวด โดยเฉพาะบทนี้ที่ย้ำเตือนให้เราเข้าใจได้อย่างดีที่ว่า  
กัมมัสสะโกมหิ   เรามีกรรมเป็นของของตนกัมมะทายาทา   เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมกัมมะโยนิ   เรามีกรรมเป็นแดนเกิดกัมมะพันธุ   เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์กัมมะปะฏิสะระณา  เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา  เราจักทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสามิ    เราจะต้องเป็นผู้ได้รับผลของกรรมนั้นๆ สืบไป
ดังนั้นคุณธรรมหนึ่งที่ท่านอาจารย์สอนพวกเราเสมอ คือ การยังจิตให้มีเมตตาเข้าไว้ การเจริญเมตตาอยู่ตลอดนั้นจะช่วยยังจิตให้เราอ่อนโยนลง ความร้อนลุ่มใดๆก็จะลดลง ทุกคนล้วนมีความทุกข์ที่เขาต้องประสบทั้งสิ้น เราจะได้ไม่ต้องมาเวียนทำร้ายกันอีกต่อไป เมื่อให้อภัยต่อกันด้วยใจที่แท้จริงแล้ว เราย่อมหยุดวงจรกรรมนี้ ได้อย่างแน่นอน…
แม้แม่อาจจะยังทำใจได้ไม่เต็มที่ แต่ข้าพเจ้าก็จะพยายามเตือนสติให้ท่านมีฐานใจที่เป็นกุศลอยู่เสมอ เพื่อเป็นกำลังใจให้ท่านละวางความทุกข์ และให้อโหสิกรรมต่อกันได้อย่างแท้จริง ด้วยข้าพเจ้าได้ทบทวนถึงคำสอนจากท่านอาจารย์ที่ได้เมตตาอธิบายถึงการจองเวร ไว้ดังนี้ว่า …
สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม  ก่อนจะมีความสงสัยว่า การจองเวรมีจริงหรือไม่ ต้องย้อนกลับมาดูธรรมชาติของจิตตนเองว่า เคยมีความคิดอาฆาตผูกโกรธกับผู้ใดไว้หรือเปล่า   หากมี  นี่แหละคือคำตอบ    และหากคิดว่าเคยมีแต่ละวางความผูกโกรธนั้นไปแล้ว  ตั้งจิตกรวดน้้ำคว่ำขันไม่ขอพบเจอกันอีก   ก็คงต้องบอกว่า  หากเรื่องราวนั้นผุดขึ้นมาในจิต  แล้วยังมีรู้สึกเจ็บจี๊ด  ไม่อยากขุดเรื่องนั้นมาพูดถึงอีก   นั่นแสดงว่า  ยังไม่ได้อโหสิกรรมได้จริงแค่เก็บกดความคิดผูกเวรนี้ซ่อนอยู่เท่านั้น   เมื่อผูกไว้แล้ว  ทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ  ย่อมต้องมาพบเจอและชดใช้ต่อกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น  จนกว่าเวรจะระงับด้วยการไม่จองเวรอย่างแท้จริง 
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า “บุคคลหว่านเมล็ดพันธุ์ใดไว้  ย่อมได้รับผลเช่นนั้น”   
ชีวิตคนส่วนมากที่เดินทางผิด   ก็เพราะตั้งคำถามผิด
หากเราส่งแรงเหวี่ยงออกไปด้วยกำลังแรงเท่าใด  แรงนั้นย่อมตกกระทบออกมาสู่ผู้ส่ง  ด้วยกำลังแรงที่เสมอกว่าหรือยิ่งกว่าเช่นบูมเมอแรง  เพราะกระแสที่อยู่ในแรงเหวี่ยงนั้น  มิได้ขาดลงไป  มันเป็นกระแสพลังงานที่กำลังเดินทางสะสมกำลัง  ที่จะย้อนมาสู่ตัวผู้ส่งแรงเหวี่ยงนั้นออกไป   ผู้ไม่เชื่อเรื่องผลกรรม  คือผู้ไม่ส่องกระจกดูตนเอง  ได้แต่เพ่งดูคนอื่น   
ดังเรื่องของศิษย์ผู้เคยเป็นเจ้าของกิจการโรงฟอกหนังวัวขนาดใหญ่   มีขนาดธุรกิจระดับร้อยล้าน เมื่อได้มาปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน  ได้รับการอบรมบ่มเพาะธรรมไปตามลำดับขั้น   จิตก็ตระหนักว่าการประกอบอาชีพของตนไม่ใช่สัมมาอาชีวะ  เพราะคำสั่งซื้อได้มาซึ่งหนังวัวที่เป็นวัตถุดิบ  เหมือนใบคำสั่งฆ่ากลายๆ  เพราะเมื่อโรงฆ่าสัตว์ได้รับใบสั่งซื้อ  ไม่ว่าจะเป็นซื้อเนื้อหรือหนังก็ตาม  การปลิดชีวิตวัวก็จะเกิดขึ้น  หากไม่มีคนอยากได้เนื้อ  ก็ฆ่าเอาหนังไว้ก่อน เนื้อก็ส่งไปโรงงานแช่แข็งรอไว้ก่อนได้  หากคนทั้งโลกนี้ไม่กินเนื้อวัวแล้ว  แต่มีใบคำสั่งซื้อแต่หนังแทน  การจะได้มาซึ่งหนังก็หนีไม่พ้นการฆ่าอยู่ดี  
การจะออกจากธุรกิจที่ตนทำจนสำเร็จรุ่งเรือง  เป็นความภาคภูมิใจ  ทั้งยังเป็นแหล่งสร้างรายได้มากมายเห็นๆ   ยากนักที่จะมีผู้ใดตัดใจได้  แม้จะต้องใช้เวลาในการทำใจ และต่อสู้กับความรู้สึกหวงแหนมานานพอควร  แต่ในที่สุด ศิษย์ผู้นี้ก็ทำได้สำเร็จ   เป็นชัยชนะที่ชนะได้ยาก  และพร้อมๆ กับชัยชนะที่เกิดจากการบ่มเพาะธรรมไว้ดีแล้ว  มาพร้อมด้วยการเข้าถึงกระแสนิพพาน 
หากจะมีผู้ใดกังขากับการเข้าถึงนี้   ความสงสัยไม่ควรมีว่าเข้าถึงได้อย่างไร  ควรจะสงสัยว่าหากสละได้ถึงเพียงนี้แล้วไม่เข้าถึงกระแสนิพพาน  จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะคำสอนสูงสุดของพระพุทธองค์คือการไม่ยึดมั่นถือมั่น   เมื่อผู้ที่สละคืนความหวงแหนที่เหนี่ยวรั้งตนไว้อย่างเหนียวแน่นได้  ใจที่วาง จิตที่ปล่อยแล้ว ย่อมปลดจิตของบุคคลนั้น ขึ้นสูงสู่ทางแห่งการหลุดพ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย
คำถามที่ตั้งผิด  ย่อมพาให้ชีวิตผิดตลอดกาล
ในวันที่ศิษย์ทั้งสองได้จัดงานเลี้ยงอาหารผู้ปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศกุศลให้แก่สรรพวิญญาณวัวผู้จองเวรทั้งหลาย ที่โรงฟอกหนัง ย่านบางปู  อันถือเป็นการปิดโรงงานอย่างเป็นทางการ  โดยมีอาจารย์ไปร่วมเป็นประธานพร้อมด้วยกัลยาณมิตรนักภาวนากว่า 60 คน  ได้เกิดเรื่องราวที่น่าจดจำและเป็นความปลื้มปิติ  มีดวงจิตของสรรพวิญญาณวัวที่ได้รับการปลดปล่อยในคราวนี้เป็นแสนดวงใจที่สละคืนแล้วของศิษย์ทั้งสองนี้ ได้สลายความมืดมิดที่ปกปิดโรงงานนี้มานาน  ให้กลายเป็นแสงสว่างใสไปทั่วบริเวณโรงงาน
โลกทุกวันนี้ร้อนด้วยแรงตัณหาและพยาบาทมามากเล้ว  ขอหิริโอตัปปะ  คือความละอายชั่วกลับบาป จงกลับมามีพลังเข้มแข็งในทุกดวงจิตเสมอไปเถิด      

ที่มา: คำสอนท่านอาจารย์ “การจองเวร….มีจริงหรือไม่” 9  กันยายน 2557

Comments are closed.

%d bloggers like this:
The Buddhist News

FREE
VIEW